วิธีการย้อมผ้า

การย้อมผ้าเป็นกรรมวิธีที่ทำให้ผ้าทอมีสีสันสวยงาม มีวิธีการสำคัญ 2 วิธี คือ

1. วิธีการย้อมร้อน วิธีการย้อมร้อน เป็นกระบวนการที่ใช้ความร้อนในการสกัดน้ำสี มีขั้นตอนดังนี้

1.1 การเตรียมวัตถุดิบ วัสดุสีจากพืช เช่น เปลือก เนื้อ แก่น ราก กิ่งหรือใบไม้ทุกชนิด ควรสับให้ละเอียด ส่วนวัสดุสีจากสัตว์ เช่น รังครั่งก็ต้องนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำมาใส่ในหม้อร้อน เติมน้ำให้ท่วมวัตถุดิบ และคำนวณปริมาณสัดส่วนน้ำให้ท่วมผ้าหรือเส้นด้ายด้วยในตอนย้อม การแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จะช่วยให้การสกัดสีทำได้ง่าย ส่วนพืชสดให้ใช้น้ำหนักประมาณ 4 เท่า ถ้าเป็นพืชแห้งใช้ประมาณ 2 เท่าของน้ำหนักผ้าหรือเส้นด้าย

1.2 การเตรียมน้ำย้อม จากนั้นนำวัสดุย้อมสีมาต้มให้เดือดประมาณ 1 ชั่วโมงหรือให้สังเกตดูว่าน้ำสีในหม้อย้อมเข้มข้นได้ที่แล้วก็ให้กรองเอาแต่น้ำสีเพื่อไปใช้ย้อมผ้า ซึ่งขั้นตอนนี้ถ้าต้องการใส่สารช่วยติดสีในการย้อม ก่อนการย้อมเลือกสารประกอบที่ต้องการใช้ เช่น เกลือแกง สารส้มป่น น้ำด่าง กรดจากพืชที่มีรสเปรี้ยว สารแทนนินในพืช (เป็นสารให้ความฝาดในพืช) ในปริมาณที่กำหนด (ประมาณ 0.25 - 3 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักผ้าหรือเส้นด้าย) ผสมในน้ำสะอาดอุ่นให้พอร้อน แล้วคนให้ละลาย ส่วนผ้าหรือเส้นด้ายที่จะย้อมต้องเตรียมโดยต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 นาที นำมาบิดให้หมาด กระตุกให้ตึง 2 - 3 ครั้ง แล้วจึงนำลงไปย้อมในหม้อสีต่อไป ข้อควรระวังต้องไม่ทิ้งให้ผ้าหรือเส้นใยแห้งเพราะความชื้นจากน้ำจะช่วยประสานให้น้ำสีซึมเข้าเส้นใยได้ดีขึ้น หากส่วนใดแห้งจะเกิดรอยด่างของสีย้อมขึ้นได้

1.3 การย้อม เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลา ให้นำน้ำย้อมสีที่กรองเรียบร้อยแล้วไปต้มอีกครั้งหนึ่ง ให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น เดือดอ่อนๆ (สังเกตดูมีไอน้ำขึ้น) ขั้นตอนนี้ถ้าต้องการใส่สารช่วยติดสีในการประกอบย้อมผ้า พร้อมกับการย้อมให้เลือกใส่สารประกอบที่ต้องการ (เช่น เกลือแกง สารส้มป่น น้ำด่าง น้ำกรดจากพืชที่มีรสเปรี้ยว น้ำพืชที่ใช้สารแทนนิน สำหรับวิธีทำ ให้น้ำพืชไปต้มในน้ำเปล่า 30 นาทีก่อน แล้วจึงกรองนำไปใช้) ในปริมาณที่กำหนดใส่ลงในหม้อสีย้อมผ้าคนให้ละลายให้เข้ากับน้ำสีย้อมผ้า จากนั้นให้นำผ้าหรือเส้นด้ายที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว (ควรแช่น้ำให้เปียก แล้วบิดให้มาดก่อนย้อมทุกครั้ง เพราะจะทำให้เส้นด้ายสามารถดูดน้ำสีย้อมได้ดีและเร็วขึ้น และทำให้สีติดที่เส้นใยได้ง่าย) ใส่ลงไป สังเกตดูว่าสีที่ติดที่ผ้าหรือเส้นด้ายเข้มอย่างที่เราต้องการ แต่คอยหมั่นกลับเส้นใยหรือผ้าบ่อย ๆ เพื่อให้สีซึมเรียบสม่ำเสมอและคอยยกหมุนสลับกลับด้านให้เส้นใยหรือผ้าโดนอากาศ (ออกซิเจน) บ้างจะช่วยให้สีติดง่ายและติดทนขึ้น ส่วนระยะเวลานั้นจะต้องต้มนานเท่าใดขึ้นอยู่กับว่าต้องการสีเข้มหรือสีอ่อน อย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง วัสดุบางอย่างอาจต้องใช้เวลานานเป็น 10 ชั่วโมง

2. วิธีการย้อมเย็น วิธีการย้อมเย็นจะมีกระบวนการย้อมที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มีวิธีการย้อมที่แตกต่างจากการย้อมร้อนตรงที่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ การเตรียมน้ำย้อมและกรรมวิธีการย้อม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

2.1 กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ วิธีการย้อมเย็นจะมีทั้ง “วิธีการหมัก” วัตถุดิบกับน้ำด่าง หมักจนวัตถุดิบเกิดการเน่าเปื่อย เช่น ใบครามหรือใบห้อม เป็นต้น วิธีการย้อมเย็นอีกแบบเป็น “วิธีการใช้ของสด” เช่น ผลมะเกลือ จะนำมาทุบให้ได้น้ำยางสีขาวออกมาใช้ทำปฏิกิริยากับน้ำ และแสงแดดในการย้อมสี

2.2 การเตรียมน้ำย้อม วิธีการย้อมเย็นจะใช้การเตรียมน้ำย้อมโดยไม่พึ่งความร้อนจากการต้ม แต่จะต้องใช้ระยะเวลารอให้เกิดปฏิกิริยาในกระบวนการเตรียมน้ำย้อมสี เช่น สีคราม ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาที่ช่วยลดระยะเวลาในการก่อหม้อย้อมที่เร็วขึ้น ด้วยสารเปรี้ยวจากผลไม้

2.3 กรรมวิธีการย้อม วิธีการย้อมเย็นจะใช้วิธีการแช่เส้นใยแล้วขยำให้สีธรรมชาติเข้าไปติดกับเส้นใยในกรณี “คราม” จะยกเส้นใยขึ้นมาสัมผัสออกซิเจนในอากาศทำให้เกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีคราม ส่วนในกรณี “มะเกลือ” จะยกผ้าขึ้นมาสัมผัสแสงแดดจัดจะช่วยเปลี่ยนสีเทาเป็นสีดำ และเมื่อย้อมซ้ำหลายๆ รอบ ก็จะเปลี่ยนสีดำด้านเป็นสีดำมันจนขึ้นเงา

เอกสารอ้างอิง

- สิทธิชัย สมานชาติ. (2562). มรดกภูมิปัญญาสิ่งทออีสาน. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.