ปฐมบทผ้าทออีสาน

ชาวอีสานเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมมีการทำนาเป็นอาชีพหลัก ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่เพาะปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวถึงประมาณ 7-9 เดือน ในแต่ละปีตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนเวลาในช่วงฤดูร้อนประมาณ 3-5 เดือนที่ว่าง ชาวอีสานจะทำงานทุกอย่างเพื่อเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ รวมทั้งการทำงานบุญประเพณีและการพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาส ต่าง ๆ เป็นวงจรของการดำรงชีวิตเช่นนี้หมุนเวียนในแต่ละปี

ยามว่างจากงานนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน เป็นเหมือนภาพสะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตและสังคมของชาวอีสานได้ดีว่าหน้าที่สำคัญของผู้หญิงคือ การทอผ้าซึ่งเป็นงานรองจากอาชีพหลัก เช่น เตรียมทำเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันประเภท เครื่องนอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม เสื้อ ซิ่น (ผ้านุ่ง) ซ่ง (กางเกง) โสร่ง ผ้าขาวม้า และเครื่องใช้ที่จะถวายพระในพิธีกรรมงานบุญประเพณีต่าง ๆ ดังนั้นจึงมีการถ่ายทอดวิธีการทอผ้าสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

ภาคอีสาน เป็นแหล่งภูมิปัญญาทางการทอผ้าที่เก่าแก่ และสำคัญของประเทศไทย หลักฐานการขุดค้นโดยนายวิทยา อินทรโกศัย นักโบราณคดี กรมศิลปากร ทำให้พบโครงกระดูก และเศษผ้าติดอยู่ที่กำไลสำริดที่แหล่งโบราณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี คาดว่ามีอายุประมาณ 2,400 – 2,800 ปี ทำให้สันนิษฐานว่าคนในพื้นที่ประเทศไทยนั้นรู้จักนำเอาฝ้าย ปอ และป่านกัญชง มาทอเป็นผ้าได้มายาวนานตั้งแต่ช่วงยุคนี้ จากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีทำให้ทราบว่ามนุษย์ที่เคยอยู่ในภาคอีสานของประเทศไทยนั้น มีความสามารถผลิตสิ่งทอใช้มานานนับพันปีมาแล้ว

ผ้าทอของชาวอีสาน สามารถแบ่งรูปแบบตามเขตภูมิศาสตร์วัฒนธรรมออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ อีสานเหนือ อีสานกลาง และอีสานใต้ เขตอีสานเหนือและอีสานกลางเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาวลาวในสมัยอาณาจักรล้านช้าง (ค.ศ.1353 - ค.ศ.1707) ประชากรคือกลุ่มไทลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์และปากเซ สำหรับเขตอีสานใต้ (ในราว ค.ศ. 1050 - ค.ศ. 1431) เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเขมร ประชากรคือชาวเขมร ยกเว้นบริเวณแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวลาว

ผ้าทอที่เป็นลักษณะเด่นของเขตอีสานเหนือและอีสานกลางคือ ผ้าฝ้ายมัดหมี่สีคราม ใช้สำหรับเป็นผ้าซิ่นนุ่งในชีวิตประจำวัน และ ผ้าไหมมัดหมี่ เส้นพุ่งสำหรับใช้นุ่งในโอกาสพิเศษ ลวดลายจะเป็นลายทางตั้งเย็บตกแต่งด้วยส่วนตีนซิ่นซึ่งมักเป็นผ้าฝ้ายหรือไหมทอสามตะกอ และส่วนหัวซิ่นหรือส่วนเอวจะเย็บต่อด้วยผ้าที่มีลายขิดเป็นลายทางสีแดงตกแต่ง ผ้าฝ้ายทำลายขิดสำหรับทำเป็นผ้าม่าน หมอนและผ้าห่ม ลวดลายมักเป็นรูปสัตว์และเป็นลวดลายแบบเดียวกับของกลุ่มคนไททั่วไป หมอนมักตกแต่งลายขิดตรงส่วนด้านข้าง ส่วนหัวท้ายเป็นผ้าพื้นธรรมดา ลักษณะกี่เป็นแบบตั้ง การย้อมสีธรรมชาติจะใช้วัตถุดิบพันธุ์ไม้ต่าง ๆ จากป่า

บริเวณอีสานเหนือ (ระหว่างขอนแก่นและหนองคาย) คือ แหล่งผลิตฝ้าย ในขณะที่บริเวณอีสานกลาง (ระหว่างนครราชสีมาและขอนแก่น) คือแหล่งอุตสาหกรรมผ้าไหม ผ้าที่มีชื่อเสียงของนครราชสีมา จะได้แก่ ผ้าไหมปั่นหางกระรอก ในขณะที่แถบหมู่บ้านในชนบทนิยมทอผ้าซิ่นที่เป็นลายมัดหมี่เส้นพุ่งแบบลาว

ทางตะวันออกของขอนแก่น คือถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวผู้ไทซึ่งอพยพมาจากลาว ในแถบจังหวัดกาฬสินธุ์ มุกดาหาร และอำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าทอของเขตนี้คือผ้าไหม ซึ่งทอด้วยเทคนิคและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แบบผู้ไท ผ้าซิ่นเป็นผ้ามัดหมี่เส้นพุ่งมีลวดลายหลากสีบนพื้นสีน้ำตาลเข้มหรือสีม่วงเข้ม ผ้าคลุมไหล่ ชาวผู้ไทเรียกว่า "ผ้าแพรวา" เป็นผ้าทอด้วยเทคนิคจก และขิด หลากสีบนผืนผ้าสีแดง ผ้าห่มเป็นผ้าฝ้ายเรียกว่า "ผ้าจ่อง" มีลวดลายมุก (ซึ่งลวดลายเกิดจากเส้นยืนเป็นไหม) และเย็บต่อ 2 ผืนเพื่อให้ผ้ามีความกว้างพอเหมาะแก่การห่ม บางถิ่นทอด้วยเทคนิคยกดอก มีผ้าพิเศษสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเป็นผ้าคลุมศีรษะเรียกว่า "ผ้าแพรมนต์" ใช้คลุมศีรษะนาคในงานบวช มีลวดลายจกซึ่งเป็นลายดั้งเดิมของกลุ่มคนไท เช่น ลายนาค เป็นต้น ปัจจุบันผ้าเหล่านี้ยังคงมีการทออยู่ด้วยรูปแบบเดิมแต่เส้นด้ายที่ใช้เป็นใยสังเคราะห์สีสดและในผืนหนึ่งๆจะมีลวดลายซ้ำลายเดิม

เอกสารอ้างอิง

- บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย. (2530). ผ้าไทย : พัฒนาการทางอุตสาหกรรมและสังคม. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ.
- แพทรีเซีย ชีสแมน แน่นหนา และวิถี พานิชพันธ์. (2535). สายใยแห่งวัฒนธรรมไทในศิลปะบนผืนผ้า. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.] (พิมพ์ในงานประชุมปฏิบัติการและนิทรรศการเรื่อง “ผ้าเอเซีย:มรดกร่วมทาง วัฒนธรรม” ในระหว่างวันที่ 30 มกราคม 3 กุมภาพันธ์ 2535 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
- สิทธิชัย สมานชาติ. (2562). มรดกภูมิปัญญาสิ่งทออีสาน. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.