ประเภทผ้าทออีสาน

ผ้าทออีสานเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ทำขึ้นใช้เอง มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน และมีการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่า การทอผ้าเป็นศิลปหัตถกรรมที่เกิดจากการสร้างสรรค์เป็นผืนผ้ามีทั้งไม่ซับซ้อนและซับซ้อนยุ่งยาก จึงมีการเรียกชื่อผ้าที่มีลวดลายต่าง ๆ ตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้

ผ้ามัดหมี่

มัดหมี่ เป็นการมัดเส้นใยเพื่อสร้างลวดลายก่อนย้อมสีและทอ เวลาย้อมส่วนที่ถูกมัดไว้จะไม่ติดสีจึงทำให้เกิดเป็นลวดลาย ถ้าต้องการหลายสีก็ต้องมัดและย้อมทับหลายครั้ง จนกว่าจะได้สีครบที่ต้องการ ถ้าเป็นมัดหมี่ด้ายเส้นยืนจะกำหนดความยาวของผ้าบนหลักหมี่ด้ายเส้นยืน ถ้าเป็นมัดหมี่ด้ายเส้นพุ่งก็จะกำหนดความยาวของผ้าบนหลักหมี่ด้ายเส้นพุ่ง สำหรับการมัดหมี่เส้นพุ่งสามารถทำซ้ำกันไปมาได้หลายครั้งจึงทำให้สามารถทอผ้าได้ไม่จำกัดความยาว การมัดหมี่หรือมัดย้อมจะยากง่ายต่างขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของลวดลายและสีสันต่าง ๆ ที่ต้องการ เพราะถ้าทำลวดลายสลับซับซ้อนก็ต้องมัดถี่และมัดมากขึ้น และถ้าต้องการสีสันซับซ้อนมากก็จะต้องมัดแล้วย้อมหลายครั้งตามตำแหน่งสีต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งผู้มัดจะต้องมีความเข้าใจและมีความชำนาญทั้งในด้านลักษณะรูปแบบของลวดลายและหลักวิธีการผสมสีเป็นอย่างดี จึงจะได้ลวดลายที่สวยงามด้วยสีสันตามที่ต้องการ

ผ้าขิด

ขิด เป็นชื่อที่ใช้เรียกผ้าทอที่มักเป็นลวดลายชนิดหนึ่งที่แต่เดิมจะใช้ไม้แผ่นแบนบางปาดโค้งให้ปลายแหลมด้านหนึ่ง เป็นเครื่องสำหรับสะกิดเส้นเครือหรือเส้นยืนเพื่อเก็บยกขึ้นตามรูปลักษณะลวดลายที่ต้องการในแต่ละแถวแต่ละลาย เมื่อเก็บยกได้ตลอดเส้นเครือแล้วก็จะยกไม้เก็บตั้งขึ้นเพื่อพุ่งกระสวยเส้นพุ่งเส้นหนึ่ง ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ลายแต่ละแถวจนหมดเส้นเครือ จากกรรมวิธีที่ต้องการใช้ไม้เก็บยกเส้นเครือโดยการนับเส้นเครือแล้วเก็บยกตามลักษณะลวดลาย จึงมักนิยมเรียกกันทั่วไปว่า เก็บขิด มากกว่าที่จะเรียก ทอขิด ซึ่งก็มีเรียกกันอยู่บ้างแต่ก็เป็นที่รู้กันว่าการเก็บขิดคือ การเก็บลวดลาย ส่วนการทอนั้นเป็นขั้นตอนที่เมื่อพุ่งเส้นพุ่งแล้วกระแทกให้เนื้อผ้าแน่น ผ้าขิดที่นิยมเก็บและทอกันโดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 ชนิดตามลักษณะประโยชน์ใช้สอย คือ ขิดตีนซิ่น ขิดหัวซิ่น และขิดหมอน

ผ้าจก

ผ้าจก เป็นผ้าที่ใช้วิธีการ เก็บ แล้วทอเช่นเดียวกับผ้าขิดแต่ยุ่งยากมากกว่าเพราะเป็นผ้าที่มักจะมุ่งให้มีความวิจิตรสวยงามทั้งด้านลักษณะรูปแบบของลวดลายและสีสันเป็นพิเศษมากกว่าขิด ที่ทั้งชนิดที่ทอด้วยไหมและฝ้าย การทอผ้าจกในภาคอีสานจะใช้วิธีทอด้วยโฮงหูกหรือโฮงกี่เหมือนการทอผ้าชนิดอื่นๆ ทั่วๆ ไป แต่จะมีบางอย่างที่ต่างจากการทอมัดหมี่และขิดคือ การเก็บขิดจะใช้ไม้เก็บ ส่วนจกจะใช้ขนเม่นเก็บกันมากที่สุด ซึ่งจะพบเห็นได้ทุกแห่งที่มีการทอผ้า ลักษณะความแตกต่างของผ้าจกกับผ้าขิดที่พอจะแยกให้สังเกตเห็นได้ก็คือผ้าขิดจะมีสีของลวดลายในแถวเดียวกัน ทางเส้นพุ่งจะเป็นสีเดียวกันทั้งหมดและภายในของแต่ละลายก็เป็นสีเดียวกันด้วยเช่นกัน ส่วนผ้าจกจะสามารถทำให้มีลักษณะแตกต่างไปได้มากทั้งสีสันของแต่ละลายในแถวเดียวกัน และสามารถสอดสีภายในลายแต่ละลายได้อย่างอิสระตามความต้องการจึงทำให้ลายจกมักจะมีสีสันวิจิตรงดงามมากกว่าลายขิด

กลุ่มชนในภาคอีสานที่ทอผ้าจกมากที่สุดเป็นที่รู้จักกันดีอย่างกว้างขวางคือกลุ่มภูไท ซึ่งสามารถเก็บทอได้อย่างวิจิตรสวยงามทัดเทียมกันกับผ้าจกในแหล่งอื่นๆ แต่ผ้าจกของชาวภูไทในอีสานเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนาม แพรวา หรือ ผ้าแพรวา ซึ่งเป็นการเรียกชื่อผ้าตามภาษาท้องถิ่นของชาวภูไทและชาวอีสานทั่วไปเท่านั้น จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจไปว่าเป็น ผ้าแพรวา ทั้ง ๆ ที่โดยเทคนิควิธีการเก็บทอและลักษณะลวดลายที่ปรากฎก็คือผ้าจกนั่นเอง

คำว่า แพรวา เป็นชื่อเฉพาะที่ชาวอีสานทั่วไปใช้เรียกผ้าชนิดหนึ่งห่มเฉียงไหล่หรือผ้าคลุมไหล่หรือผ้าสไบที่ผู้หญิงชาวภูไทใช้ในโอกาสที่มีเทศกาลงานบุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่น ๆ เป็นผ้าที่ชาวภูไทนิยมทอกันมากคู่กันกับ ผ้าแพรมน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผ้าแพรมนที่ทำด้วยวิธีการจกเหมือนผ้าแพรวานี้มักจะนิยมใช้ประโยชน์หลักเช่นเดียวกันกับผ้าเช็ดหน้าทั่ว ๆ ไป ชาวภูไทนิยมทอผ้าจกกันมากเป็นพิเศษเฉพาะแพรวาและแพรมนเท่านั้นไม่นิยมทำเป็นตีนซิ่น เนื่องจากผ้าจกที่เรียกว่าแพรวาและแพรมนเป็นผ้าที่ใช้ประโยชน์ในโอกาสที่เป็นมงคลพิเศษ จึงมักนิยมทอด้วยไหมซึ่งเป็นวัสดุเส้นใยที่สามารถทำได้อย่างละเอียดประณีตสวยงาม ดูมีคุณค่าสมกับโอกาสในการใช้สอยมากกว่าทอด้วยฝ้าย

เอกสารอ้างอิง

- ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล และแพทรีเซีย ชีสแมน แน่นหนา และวิถี พานิชพันธ์. (2535). นิทรรศการผ้าเอเชีย : มรดกร่วมทางวัฒนธรรม. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.] (พิมพ์ในงานประชุมปฏิบัติการและ นิทรรศการเรื่อง “ผ้าเอเซีย:มรดกร่วมทางวัฒนธรรม” ในระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2535 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
- บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย. (2530). ผ้าไทย : พัฒนาการทางอุตสาหกรรมและสังคม. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ.