วัสดุทอผ้าเส้นใยธรรมชาติ

เส้นใยธรรมชาติชาวบ้านนำมาแปรรูปเพื่อถักทอเป็นผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์สวยงาม เส้นใยธรรมชาติที่นิยมมี 2 ชนิด คือ

1. เส้นใยไหม

ไหม คือ เส้นใยจากรังของผีเสื้อชนิด Bombyx mori ในวงศ์ Bombycidae ผีเสื้อชนิดนี้ตัวอ้วนป้อม มีขนสีขาวและสีครีมคลุมเต็มตัว ปีกมีลายเส้นสีน้ำตาลอ่อนหลายเส้นพาดตามขวางเมื่ออยู่ในช่วงวัยอ่อนจะเป็นตัวหนอนสีขาวหรือสีครีม มีรยางค์เล็กๆ สั้นๆ คล้ายขาที่ปลายหางหนอนไหมที่เลี้ยงกันในประเทศไทยกินใบหม่อนเป็นอาหาร เมื่อหนอนไหมโตเต็มที่จะถักใยหุ้มดักแด้เพื่อฟักตัวเป็นผีเสื้อ

เส้นใยไหม เส้นใยไหม เส้นใยไหม

1.1 วงจรชีวิตไหม ไหมเป็นแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (Completely Metamorphosis Insect) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ วงจรชีวิตไหมจะเริ่มต้นจากไข่ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 9-10 วัน กลายเป็นหนอนไหม ในระยะนี้หนอนไหมกินใบหม่อนเป็นอาหาร และนอนประมาณ 4-5 ช่วง ใช้เวลาประมาณ 22-26 วัน พอหนอนไหมแก่หรือสุกจะชักใยทำรังหุ้มตัวเอง ตัวไหมจะลอกคาบเป็นดักแด้อยู่ในรัง ช่วงเป็นรังไหมใช้เวลาประมาณ 8-10 วัน จากนั้นดักแด้ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ ผีเสื้อไหมจะใช้น้ำลายซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างละลายใยไหม และเจาะรังไหมออกมาผสมพันธุ์และวางไข่ โดยจะมีชีวิตช่วงนี้อยู่ประมาณ 2-3 วัน ก็จะตาย

1.2 พันธุ์ไหม พันธุ์ไหมที่นิยมเลี้ยงมี 3 ชนิด ได้แก่

1.2.1 ไหมพันธุ์ไทย เป็นไหมพื้นเมือง ชาวบ้านชนบทนิยมเลี้ยงเพื่อทอผ้าไหมพื้นบ้าน รังเป็นสีเหลือง ขนาดไม่ใหญ่นัก ทรงกลมรี สาวได้เส้นไหมต่อรังไม่ยาวนัก แต่หนอนไหมพันธุ์ไทยนี้เลี้ยงดูง่าย แข็งแรง ปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนชื้นได้ดี

1.2.2 ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม เป็นพันธุ์ไหมจากการผสมพันธุ์ไหมไทยกับพันธุ์ต่างประเทศ ได้รังไหมสีเหลืองขนาดโตกว่าและให้เส้นใยยาวกว่าไหมพันธุ์ไทย

1.2.3 ไหมพันธุ์ต่างประเทศลูกผสม เป็นพันธุ์ไหมที่เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์ญี่ปุ่นกับพันธุ์จีนได้รังไหมสีขาวขนาดใหญ่ ทรงกลมรีแต่จะกลมป้อมกว่าสองพันธุ์แรก ให้เส้นใยยาวกว่า นิยมเลี้ยงเพื่อส่งจำหน่ายโรงงานสาวไหม

1.3 การสาวไหม กระบวนการสาวไหมเริ่มจากการใส่น้ำสะอาดในหม้อดินหรือหม้ออะลูมิเนียม ปากหม้อหนีบมะโคงหรือพวงสาวไว้ ต้มน้ำจนเดือดแล้วนำรังไหมใส่ลงในหม้อ เส้นใยไหมจะกระจายตัวออกมา จึงเติมน้ำเย็นลงไปเพื่อลดอุณหภูมิ มือหนึ่งถือแปรงฟางข้าวชะรังไหมเบาๆ เพื่อดึงปลายเส้นใยไหมขึ้นมาลอดรูไม้ผ่านขึ้นไปพันรอบวงล้อ แล้วพันรอบเส้นเดิมอีกครั้งหนึ่งเพื่อตีเกลียวก่อนสาวไหมลงสู่กระบุง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งถือไม้มะหืบหรือไม้ขืน กดและเกลี่ยเขย่ารังไหมให้จมเสมอกับน้ำหากปล่อยให้รังไหมลอยขึ้นเหนือน้ำ เส้นไหมจะแน่นไม่คลายตัว สาวไหมออกได้ยากหรือได้เส้นใยใหญ่เกินไป ต้องหมั่นเติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำเดือดมากจนเกินไปเพราะจะทำให้เส้นไหมละลายจับตัวเป็นก้อน เมื่อสาวไหมจนเส้นใยออกจากรังไหมเป็นชุดแรกเกือบจะหมดให้นำรังไหมใส่เพิ่มเข้าไปอีก โดยไม่ต้องชะรังไหมใหม่ เส้นใยไหมจะกระจายตัวรวมเข้าต่อเนื่องกับเส้นใยเดิม

เส้นใยไหม คือ สารโปรตีนธรรมชาติที่แข็งตัว ในทางวิทยาศาสตร์การสาวไหมคือ การต้มเพื่อละลายเซอริซิน (Sericin) ออกเพื่อแยกเส้นใยไหมออกจากกัน ใยไหมแต่ละเส้นจะเล็กละเอียดเกินกว่าจะทำอะไรได้ ดังนั้น จึงต้องสาวเส้นไหมออกจากรังไหมหลายๆ รังพร้อมกันเพื่อให้ได้เส้นไหมที่แข็งแรงพอ เมื่อเส้นใยเย็นตัวลง สารเซอริซิน (Sericin) ที่ยังเหลืออยู่ก็จะแข็งตัวและช่วยยึดเส้นใยไหมเล็ก ๆ เหล่านั้นให้ติดกันแน่นเส้นใยไหมที่สาวออกมาได้จึงเหนียวมาก

2. เส้นใยฝ้าย

ฝ้าย เป็นไม้พุ่มในสกุล Gossypium วงศ์ Malvaceae นำปุยหุ้มเมล็ดมาปั่นเป็นเส้นใยทอผ้า ส่วนเมล็ดฝ้ายนั้นนำไปสกัดทำน้ำมันได้ ต้นฝ้ายเป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งขึ้นมากในภูมิภาคที่อากาศร้อน คำว่า ฝ้าย หรือ Cotton มาจากภาษาอาหรับว่า qutum หลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับฝ้ายคือ ผ้าฝ้ายอายุประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล พบที่ประเทศเม็กซิโก ส่วนในทวีปเอเชียนั้น พบหลักฐานอายุประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลที่บริเวณแม่น้ำสินธุ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน ในประเทศไทยพบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นแวดินเผาที่ใช้ปั่นฝ้ายสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุประมาณ 3,000 ปี ที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พันธุ์ฝ้ายพื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไปในประเทศไทยแยกตามสีของปุยฝ้ายออกเป็น 2 ชนิด คือ พันธุ์สีตุ่น ปุยฝ้ายมีสีตุ่นคือสีน้ำตาลอ่อนๆ และ พันธุ์สีขาว มีปุยฝ้ายสีขาว

เส้นใยฝ้าย เส้นใยฝ้าย เส้นใยฝ้าย

2.1 การเก็บปุยฝ้าย เมื่อสมอฝ้ายแก่แตกเป็นปุยและแห้งเต็มที่ในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านจะเก็บใส่ถุงย่าม ตะกร้า หรือ กระบุง คัดเลือกเฉพาะปุยฝ้ายที่แก่เต็มที่ ดึงปุยฝ้ายออกจากกลีบสมอ ระวังไม่ให้เศษใบไม้ติดปนมาด้วย โดยคัดเลือกเก็บปุยฝ้ายที่สะอาดไม่ชื้นหรือมีเชื้อรา มิฉะนั้นปุยฝ้ายจะเสียหายทั้งหมด ต่อจากนั้นจะนำปุยฝ้ายมาเทใส่กระด้ง เพื่อตรวจคัดเศษใบไม้หรือกลีบสมอที่หักร่วงปนมากับปุยฝ้ายออกให้เหลือแต่ปุยฝ้ายที่สะอาด

2.2 การตากปุยฝ้าย เพื่อให้ปุยฝ้ายแห้งสนิทและป้องกันเชื้อราจึงต้องตากปุยฝ้าย โดยใส่ปุยฝ้ายในกระด้งขนาดใหญ่เกลี่ยให้พอเหมาะ ไม่ซ้อนทับกันหนาจนแสงแดดส่องไม่ทั่วถึง จะต้องหมั่นพลิกปุยฝ้ายเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ถูกแดดทั่วถึงกันจนแห้งสนิทดีและฟู

2.3 การคัดแยกเมล็ดออกจากปุยฝ้าย ปุยฝ้ายที่สะอาดและแห้งสนิทดีนั้น ยังมีเมล็ดฝ้ายอยู่ข้างในจึงต้องคัดแยกเมล็ดออกจากปุยฝ้าย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกตามภาษาถิ่นว่า อีดฝ้าย อิ้วฝ้าย หรือ หีบฝ้าย

ปุยฝ้าย ปุยฝ้าย ปุยฝ้าย

2.4 การปั่นฝ้าย การปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นใยฝ้ายจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า กงปั่นฝ้าย หรือ หลาปั่นฝ้าย การปั่นฝ้ายนี้ภาษาท้องถิ่นภาคอีสานเรียกว่า การเข็นฝ้าย วิธีการปั่นฝ้ายหรือเข็นฝ้าย เอาปลายม้วนฝ้ายจ่อไว้ที่ไน ส่วนมืออีกข้างจับที่หมุนให้วงล้อหมุน ส่วนไนก็จะหมุนตาม ทำให้แรงเหวี่ยงตีเกลียวม้วนฝ้ายที่จ่อไว้ เมื่อดึงมือที่ถือม้วนฝ้ายออกมาก็จะเป็นเส้นฝ้าย เมื่อผ่อนมือย้อนกลับเส้นฝ้ายก็จะม้วนอยู่กับเหล็กไนเมื่อใกล้จะหมดม้วนฝ้ายก็เอาม้วนฝ้ายอันใหม่ทำต่อเนื่องกับม้วนฝ้ายอันเดิมให้เป็นเส้นฝ้ายเส้นเดียวกัน จนเส้นฝ้ายเต็มเหล็กไนจึงค่อยๆคลายเส้นฝ้ายจากเหล็กไนใส่ไม้เปียฝ้ายหรือไม้เปฝ้าย

2.5 การเปียฝ้าย เป็นขั้นตอนทำเพื่อพันพักด้ายที่ปั่นเป็นเส้นใยฝ้ายแล้ว เพื่อทำเป็นปอยหรือไจฝ้าย โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ไม้เปียหรือไม้เป วิธีการเปียฝ้ายคือ การนำใยฝ้ายที่ม้วนไว้กับเหล็กไนมาคลายออกแล้วค่อยๆ พันกับไม้เปียโดยใช้มือข้างหนึ่งกำไม้เปียตรงกลางแกน แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับเส้นใยฝ้ายพันกับไม้เปีย ให้หนาพอประมาณเพื่อไม่ให้เส้นใยฝ้ายตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เมื่อได้เส้นใยฝ้ายในปริมาณที่ต้องการจะคลายออกเป็นปอยหรือไจด้าย

เอกสารอ้างอิง

- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2545). ผ้าไทย สายใยแห่งภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจไทย. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.