อุปกรณ์การทอผ้า

อุปกรณ์การทอผ้า เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านซึ่งอุปกรณ์แต่ละชนิดสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการสร้างสรรค์ผลงาน ดังนี้

หลา

หลา เป็นเครื่องมือปั่นด้ายให้เป็นเกลียวแน่นหรือควบกันก็ได้ ส่วนโครงสร้างประกอบจากท่อนไม้คล้ายตัว T ส่วนฐานทำจากไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 80-100 เซนติเมตร ด้านขวามือมีเสาหลัก 2 ข้างทะลุฐานขึ้นไปจะยาวเท่ากัน กึ่งกลางจะเจาะทะลุใส่คานแกนของวงล้อปั่นฝ้าย วงล้อนี้จะทำด้วยซี่ไม้ไผ่มัดประกอบกันด้วยเส้นเชือก มีลักษณะคล้ายวงล้อจักรยาน ที่คานแกนกลางวงล้อนี้จะต่อยาวออกมาเป็นที่จับสำหรับหมุนปั่นด้าย เรียกว่า แขนหลา ด้านซ้ายมือจะมีเหล็กปลายแหลมยาวประมาณ 6 นิ้ว เรียกว่า ไน ระหว่างเหล็กไนกับวงล้อจะมีเชือกคล้องเรียกว่า สายหลา เมื่อหมุนวงล้อเหล็กไนก็จะหมุนด้วย

กง

กง เป็นเครื่องมือใช้ในการกรอด้ายเพื่อจัดด้ายให้เป็นไจ หรือกรอด้ายใส่หลอด มีรูปทรงกระบอก โดยใช้ไม้ไผ่เหลาปลายให้บาง ทำเป็นโครงด้านหัวและด้านท้าย ไขว้กันเป็น 2 คู่ แล้วมีเชือกขึงไขว้กันไป-มา ระหว่างไม้ 2 คู่นี้ ตรงกลางจะมีแกนไม้ไผ่ยื่นยาวออกไปสำหรับสอดกับหลักตีนกง ใช้ใส่ไจด้าย เพื่อจะกวักเตรียมเข้าสู่การทอผ้า

อัก

อัก เป็นเครื่องมือสำหรับคัดด้าย ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง อาจจะทำ 4 ขา 6 ขา หรือ 8 ขา แต่ละขาห่างประมาณ 15 เซนติเมตร ก็ได้รูปทรงเป็นทรงกระบอก บางแห่งสานด้วยไม้ไผ่ มีรูตรงกลาง เพื่อสอดกับไม้คอนอัก สำหรับกวักด้ายออกจากกง เรียกว่า กวัก

กี่หรือหูก

กี่หรือหูก มีลักษณะเป็นโครงสร้างรูปสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยเสาหลัก 4 หลัก ขนาดสูงเท่ากันทั้ง 4 ต้น

ฟืม

ฟืม ประกอบด้วยโครงซึ่งเป็นตัวฟืมไม้เนื้อแข็ง ความกว้างของฟืมประมาณ 5-6 เซนติเมตร ส่วนความยาวของฟืมคือความกว้างของผ้า และฟันหวี (Reed beam) เป็นฟันซี่เล็กๆ เรียงกันเป็นตับอยู่กลางและระยะห่างของฟันเป็นที่ใช้สำหรับสอดเส้นด้ายผ่าน นอกจากนั้น ฟันหวียังเป็นอุปกรณ์การทอที่มีความสำคัญ อยู่ส่วนหน้าตะกอหรือเขาที่ใช้กระทบเส้นด้ายพุ่งให้สานทอกับเส้นด้ายยืนเป็นผืนผ้า หน้าฟืมจะมีทั้งขนาดยาวและขนาดสั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทอผ้าว่าต้องการจะทอผ้าหน้ากว้างหรือผ้าหน้าแคบ สามารถถอดเปลี่ยนได้ โดยจำแนกชนิดของฟืมในภาคอีสานออกเป็น 2 ประเภท คือ “ฟืมขา” เป็นฟืมที่มีขนาดช่องฟันฟืมค่อนข้างห่าง เหมาะสำหรับการทอผ้าฝ้ายที่มีขนาดเส้นใยค่อนข้างหนา “ฟืมขัน” เป็นฟันฟืมที่มีขนาดช่องฟันฟืมค่อนข้างถี่ เหมาะสำหรับการทอผ้าไหมที่มีขนาดเส้นใยเล็กบาง ดั้งเดิมในภาคอีสานจะใช้ซี่ไม้ไผ่ในการผูกร้อยทำฟันฟืม ต่อมาในปัจจุบันนิยมใช้ซี่โลหะทำฟันฟืม เพราะมีความแข็งแรง ทนทานสูง

แปรงหวีหูกหรือแปรงหวีเครือเส้นด้ายยืน

แปรงหวีหูกหรือแปรงหวีเครือเส้นด้ายยืน มีทั้งทำจากเส้นใยต้นใต้ (ใบต้นสนสองใบ) หรือขนหมูป่า เป็นอุปกรณ์ในการหวีเครือเส้นด้ายยืน เพื่อจัดระเบียบเส้นใยมิให้พันกันยุ่งขณะทอผ้า ด้วยการชุบน้ำข้าวมาหวีบนเส้นยืนแต่ให้เรียงตัวเป็นระเบียบ ใช้ทั้งการทอผ้าฝ้ายและการทอผ้าไหม โดยเฉพาะการทอไหมจะทอได้สะดวกขึ้น แต่ต้องใช้ทักษะความชำนาญในการหวี ไม่ให้น้ำข้าวค้างจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เพราะจะทำให้การกระทบฟืมไม่สนิท จนเกิดตำหนิบนเนื้อผ้าได้

กระสวย

กระสวย เป็นอุปกรณ์ใส่เส้นด้ายพุ่ง มีหลายลักษณะ ได้แก่

กระสวยแบบเรือ 3 หลอด หรือแกนเดี่ยว ทำจากไม้เนื้อแข็ง ยาวประมาณ 12-14 นิ้ว โดยถากเนื้อไม้ให้เป็นรูปคล้ายลำเรือ ตรงกลางของกระสวยเซาะบากเป็นร่องลึก 1 ช่อง และเจาะด้านข้าง 1 รู เพื่อสอดเส้นด้ายออก เป็นกระสวยที่ใช้ใส่หลอดด้ายเส้นพุ่งได้เพียงหลอดเดียว เหมาะสำหรับใช้ทอผ้าเนื้อบาง ทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย ซึ่งกระสวยทอผ้าไหมจะมีขนาดเล็กเรียวกว่ากระสวยทอผ้าฝ้าย

กระสวยแบบเรือ 2 หลอด หรือแกนคู่ ทำจากไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 14-16 นิ้ว โดยถากไม้ให้เป็นรูปคล้ายลำเรือ ช่วงกลางแบ่งเซาะบากเป็นร่องลึก 2 ช่อง ใช้สำหรับใส่หลอดด้ายเส้นพุ่ง 2 หลอด และเจาะรูด้านข้าง 2 รู เพื่อสอดเส้นด้ายออก นิยมใช้ทอผ้าเนื้อหนา โดยใส่เส้นใยสีเดียวกันทั้ง 2 หลอด ในขณะเดียวกันก็สามารถประยุกต์ใส่หลอดด้าย 2 สี เพื่อสร้างลายผ้าที่มีสองสีผสมกัน

กระสวยแบบเรือ 3 หลอด ทำจากไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 18-20 นิ้ว ถากไม้ให้เป็นรูปคล้ายลำเรือ ช่วงกลางแบ่งเซาะบากเป็นร่องลึก 3 ช่อง ไว้สำหรับใส่หลอดด้ายเส้นพุ่ง 3 หลอด และเจาะรูด้านข้าง 3 รู เพื่อสอดเส้นด้ายออก นิยมใช้กระสวยชนิดนี้ทอผ้าที่หนาเป็นพิเศษ เช่น ผ้าห่ม หรือทอเส้นพุ่งพิเศษในการทอขิด เป็นต้น หรือจะประยุกต์ใส่หลอดด้าย 3 สี เพื่อสร้างลายผ้าที่มีสามสีผสมกัน

 

ไม้คอนอักหรือแท่นอัก เป็นแท่นไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร หนาประมาณ 5 เซนติเมตร ทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นหลักขึ้นไป แล้วมีคานยื่นออกไปเพื่อใส่อักให้แกว่งหรือหมุน

 

เฝือ ส่วนใหญ่นิยมเรียก “หลักเฝือ” คนอีสานนิยมเรียกออกเสียงว่า “หลักเฝีย” เป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยม ไม้ที่อยู่ทางซ้ายและทางขวาจะมีไม้เล็กๆ ปักเป็นหลักแต่ละหลักห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร ปกติจะมี ด้านละ 20 หลัก ใช้สำหรับทำด้ายเส้นพุ่ง

 

หลักตีนกง เป็นไม้ 2 ชิ้น มีที่ยึดให้ตั้งได้สูงประมาณ 80 เซนติเมตร ที่ปลายข้างบนเจาะรูสำหรับใส่กง ไม้ทั้ง 2 นี้ จะทำให้ติดกันหรือแยกกันก็ได้ หน้าที่ของหลักตีนกงคือ เป็นฐานให้กับกง และในภาคอีสานนิยมทำแยกออกจากกันเพื่อสะดวกและง่ายในการจัดเก็บ

 

ไม้คานหูก เป็นคานไม้พาดเชื่อมต่อระหว่างเสาหลักทั้ง 4 ต้น เครือเส้นด้ายยืนพาดบนไม้คาน ด้านหน้าแล้วโยงมาผูกไม้คานด้านหลัง ดึงเส้นยืนให้ตึง

 

ไม้รองนั่ง เป็นแผ่นไม้ที่คาดไว้บนคานไม้ด้านล่างด้านคนทอ เพื่อให้คนทอนั่งและวางอุปกรณ์การทอ เช่น ตะกว้าใส่หลอดด้าย กระสวย เป็นต้น

 

ไม้ม้วนผ้า เป็นไม้ท่อนสี่เหลี่ยม ที่ปลายทั้งสองข้างเสียบเข้าเดือยที่หลักไม้ด้านใกล้ผู้ทอเพื่อม้วนเก็บผ้าที่ทอเสร็จเรียบร้อยเอาไว้ ทางอีสานเรียกว่า “ไม้กำพั่น”

 

ไม้หาบหูก เป็นไม้ไผ่กระบอกขนากลางยาวพาดคานไม้ เพื่อใช้ผูกเชือกโยงฟืมและรอกที่พยุงตะกอหรือเขาเอาไว้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นไม้ที่สอดร้อยกับเชือกที่ผูกเขาด้านบน เพื่อให้หูกยึดติดกับกี่ ไม้หาบหูกจะมีอันเดียว ไม่ว่าจะใช้ฟืมที่มี 2 เขา, 3 เขา หรือ 4 เขา ไม้หาบหูกนี้ หากเสาหลักสูง บางท้องถิ่นก็จะผูกห้อยต่ำลงมาจากคานไม้อีกทีหนึ่ง

 

ไม้เหยียบหูก เป็นไม้ไผ่ลำขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 เมตร ผูกโยงกับตะกอหรือเขาสำหรับเหยียบ เพื่อบังคับการสลับขึ้นลงของเครือเส้นด้ายยืน โดยปกติจะมี 2 อัน สำหรับการทอแบบสองตะกอ แต่ถ้าเป็นการทอผ้าแบบสามตะกอก็จะมี 3 อัน และถ้าเป็นการทอผ้ายกดอกพื้นฐาน 4-8 ตะกอ จำนวนไม้เหยียบหูกก็จะมีจำนวนเท่ากันกับจำนวนตะกอที่ใช้ในการทอผ้า

 

ตะกอหรือเขา เป็นแผงเส้นด้ายที่ถักเกี่ยวเครือเส้นด้ายยืนเอาไว้ โดยใช้ไม้ไผ่ 2 ซี่เป็นคาน โดยปกติถ้าเป็นผ้าทอแบบสองตะกอก็จะมีตะกอหรือเขา 2 อัน ซึ่งจะคัดเก็บเครือเส้นด้ายยืนสลับกันเส้นต่อเส้น เพื่อยกเปิดเส้นด้ายยืนให้แยกขึ้น-ลง ทำให้ช่างทอผ้าสามารถสอดกระสวยเส้นด้ายพุ่งผ่าน ไปสานทอขัด เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า ซึ่งหากมีการเพิ่มจำนวนแผงตะกอ 4-8 ตะกอ ก็จะสามารถสร้างลวดลายบนผืนผ้าได้

 

ไม้ค้ำ เป็นอุปกรณ์ค่ำแยกเส้นยืนออกจากกันเพื่อทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษได้ง่ายขึ้น ผู้ทอใช้ไม้ค้ำในการทอขิดและจก บางท้องถิ่นเรียกว่า “ไม้ค้ำขิด” (ไม้ดาบ) ลักษณะเป็นแผ่นไม้บางเรียบสม่ำเสมอกันตลอด ปลายสองข้างเจียนให้โค้งแหลม

 

ผังหรือธนู ทำจากซี่ไม้ไผ่ดัดโค้ง ที่ปลายทั้งสองด้านหุ้มเหล็กปลายแหลมเพื่อเสียบยึดกับริมผืนผ้า ช่วยขยายหน้าผ้าไว้ให้เท่ากันตลอด เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกำกับขนาดหน้าผ้าให้สม่ำเสมอ โดยผู้ทอจะขยับเลื่อนผังหรือธนูตามขอบหรือริมผ้าที่ทอเสร็จไปเรื่อยๆ

 

รอก เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยพยุงฟืมและเขาหรือตะกอให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป เดิมทำจากไม้เนื้อแข็ง แกะเป็นวงล้อรอกภายใน โครงภายนอกแกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม บางท้องถิ่นก็ทำจากวัสดุง่ายๆ เช่น ใช้ปล้องไม้ไผ่ขนาดสั้น ปัจจุบันบางท้องถิ่นใช้รอกเหล็กหรือรอกทองเหลือง แทนรอกไม้แกะสลักหรือรอกไม้ไผ่

เอกสารอ้างอิง

- กรมหม่อนไหม. (2556). เครื่องมือที่สำคัญใช้ในการทอผ้า. สืบค้นเมื่อ 31 กรกฎาคม 2562, จาก http://www.qsds.go.th/qsis_nort/inside_page.php?papeid=47
- ทรงพันธ์ วรรณมาศ. (2534). ผ้าไทยลายอีสาน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
- พิชญ์ สมพอง, ผู้เรียบเรียง. (2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 15. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
- ละเอียด พงษ์ภักดี. (2560). อุปกรณ์การทอผ้าไหมและหน้าที่ของอุปกรณ์. สืบค้นเมื่อ 31 กรกฎาคม 2562, จาก http://sites.google.com/site/wwwphamaicom/xupkrm-kar-thx-pha-him-laea- hnathi-khxug-xupkrn
- สถาพร พันธุ์มณี และทองเลี่ยม เวียงแก้ว, ผู้เรียบเรียง. (2542ก). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
- ________. (2542ข). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 8. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรม วัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
- ________. (2542ค). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 14. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรม วัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2545). ผ้าไทย สายใยแห่งภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจไทย. กรุงเทพฯ: คุรุสภา.
- สิทธิชัย สมานชาติ. (2562). มรดกภูมิปัญญาสิ่งทออีสาน. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.